Home > คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต > เบื้องลึกเบื้องหลัง LESS (ตอนที่ 1)

เบื้องลึกเบื้องหลัง LESS (ตอนที่ 1)

     ประหลาดใจตัวเองเหมือนกันที่จู่ๆวันนี้เกิดอยากมาอัพ space ซะงั้น จริงๆแล้วผมเขียน blog ไว้ที่ exteen ด้วยน่ะ (http://remixman.exteen.com) แล้วก็มี space ของที่นี่อีก แล้วก็มีความคิดที่จะอัพมานานแล้วเหมือนกัน เผอิญว่ามีแต่ความคิด ไม่ได้มาอัพจริงซะทีนี่สิ วันนี้ด้วยความว่างยามปิดเทอมก็เลยขอถือโอกาสนี้มาอัพหน่อยและกัน กลัวว่าไม่ได้เขียนอะไรนานๆ เดี๋ยวความคิดจะฝืดซะหมด
 
     วันนี้ผมก็จะมาเล่าความเป็นไปเป็นมาของ LESS ก็แล้วกัน (หัวข้อที่เพิ่งอัพไปก่อนหน้านี้นั่นแลหะครับ) ก่อนอื่นถ้าถามว่ามันคืออะไร ผมก็คงต้องตอบอย่างง่ายๆไปก่อน มันคือโครงงานซอร์ฟแวร์ที่ผมส่งประกวดโครงการ NSC2008 (National Solfware Contest) มีชื่อภาษาไทยที่โก้เก๋ว่า "โครงการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย" ซึ่งมีจัดขึ้นในทุกๆปี และมีการแข่งขันแบ่งออกเป็นหลายประเภท
 
     จริงๆแล้วตอนที่ผมเข้ามาเรียนปี 1 ใหม่ๆ เพื่อนผมคนนึง (ไอยุ้ยนั่นเอง สำหรับคนรู้จักครับ) ซึ่งเคยเข้าประกวดงานนี้ตอนที่อยู่มัธยมก็เล่าให้ผมฟังขึ้นมาว่า มันมีจัดประกวดโปรแกรมทุกปี เงินรางวัลก็ใช่ย่อยขนาดแค่ผ่านเข้ารอบแรกๆยังได้ตั้ง 15,000 เลย ด้วยความเห็นแก่เงินเป็นที่ตั้งของผมก็เลยเริ่มสนใจงานนี้ขึ้นมา แต่ว่าช่วงนั้นผมเองยังอยู่ปี 1 แล้วก็ถึงจะบอกว่าเงินรางวัลน่าสนใจก็เถอะ แต่ผมก็ยังเขียนโปรแกรมได้อยู่นิดเดียวแหละ จะให้เอาไปแข่งคงจะทำไม่ได้ ที่สำคัญก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่าถ้าจะทำจะทำอะไร
 
     จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง 1 ปีกับอีก 2 เดือน 4 วัน ผมก็เป็นนักศึกษาปี 2 เต็มตัวและหัวใจ (ยกเว้นสติปัญญา) ช่วงนั้นก็คิดว่าตัวเองพอจะทำงานใหญ่ได้บ้างแล้วล่ะมั้ง เพราะเทอม 2 ของปี 1 ก็เขียนโปรแกรมใหญ่ๆอยู่เหมือนกัน ถึงจะเป็นโปรแกรมใหญ่เมื่อเทียบกับโปรแกรมเล็กๆที่เขียนอยู่ทุกวันเท่านั้นก็เถอะ ด้วยความฮึกเหิมบวกความมั่นใจในตัวเองอีกนิดหน่อย ผมเลยตัวสินใจเรียกเพื่อนผมมาค้างที่บ้านแล้วก็ช่วยกันคิดโครงงานพร้อมกับพิมพ์ข้อเสนอเบื้องต้นในวันที่ 3 สิงหา 2550 (ปีที่แล้ว)
 
     เพื่อความสะดวกในการอ่านมากขึ้นผมขอเพิ่มตัวละครหน่อยและกัน ก็คือเพื่อนผมที่เคยเข้าแข่งขันมาก่อนตอนอยู่มัธยม ให้นามสมมติว่า "ยุ้ย" ส่วนเพื่อนที่อีกคนที่มาค้างด้วยชื่อว่า "โพด"
 
     ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าวันนั้นเป็นช่วงไหนของการเรียน แต่คิดว่าน่าจะเป็นช่วงเปิดเทอมมาไม่นานล่ะมั้ง เริ่มด้วยเพื่อนผมทั้งสองคนนี้คือ ยุ้ย ซึ่งมีศักดิ์นำหน้าว่า ไอ้ และ โพด ซึ่งมีศักดิ์นำหน้าว่า ไอ้ เช่นกัน = =" มาค้างที่บ้านผมในคืนวันศุกร์และเสาร์ เพื่อหวังที่จะคิดโครงงานแล้วก็เขียนข้อเสนอโครงการส่งซะที เริ่มต้นก่อนที่จะคิดข้อเสนอพวกเราก็นั่งดูหัวข้อการแข่งขันต่างๆก่อน เผื่อที่จะได้กำหนดโครงงานที่จะทำถูก แต่เมื่ออ่านไปได้ซักพักไม่ว่าหัวข้อไหนก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะทำอะไรได้เลย ความคิดในช่วงนั้นยังคง "มืด 80 ด้าน"
 
     จริงๆแล้วผมก็เริ่มตัวหัวข้อที่ไม่คิดจะเลือกออกๆไปบ้างแล้วล่ะ ซึ่งเท่าที่ผมเล็งๆเอาไว้ (แต่ยังไม่ยิง) ก็คือหัวข้อของ Web service, Mobile Application, Open Source Application Extension แต่ก็อย่างว่าแหละ แต่ล่ะอันมันคืออะไรผมก็ยังไม่ค่อยรู้เลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความโลภที่อยากได้กะตัง ก็เลยอยากที่จะทำตามไปด้วย ระหว่างที่กำลังความคิดมืดบอด ตื้อตัน ไม่เห็นทางออกนั้น ผมก็เลยตัดสินใจไปกินข้าวก่อนดีกว่า ซึ่งระหว่างกินข้าวก็เปิดทีวีดูข่าวไปด้วย แล้วก็เจอกับข่าวที่ดังที่สุดช่วงนั้น มันคือ "แอ๊บแบ๊ว" เถียงกันแทบเป็นแทบตายว่าต้นตอมันมาจากไหน ซึ่งข่าวกำลังดังมากที่ว่านายกถึงขนาดไปถามผู้เชี่ยวชาญมา ผมว่าไอที่ว่า แบ๊วมาจากบ๊องแบ๊วก็น่าจะใช่อยู่หรอก แต่แอ๊บที่ว่ามาจาก abnormal ผมว่ามันไม่ใช่นา กลับมาประเด็นเดิมก่อนครับ ผมว่าไอเรื่องศัพท์ใหม่เนี่ยมันก็ยังโอเคนะ แต่ปัญหาที่ใกล้เคียงกันอีกอันก็คือภาษาวิบัตนี่สิ ก็เป็นประเด็นอยู่เหมือนกัน พอหลังจากกินข้าวเสร็จผมก็เลยตัดสินใจประชุมเพลิงอีกครั้งที่ห้องของผม
 
     ผมกะว่าจะเอาหัวเรื่องนี้แหละดีที่สุดแล้ว ระบบที่สามารถแก้คำภาษาวิบัตให้เป็นคำที่ถูกต้องได้ โดยทำเป็น Web service ซึ่งอีก 2 หน่อก็เห็นชอบแต่โดยดี ในความคิดของผมแล้ว ผมแบ่งคนเป็น 3 ประเภทนะ คนประเภทแรกคือคนธรรมดาที่จะปล่อยให้ตัวเองพัดพาโดยกระแสลม ลอยตามลมไปเรื่อยๆ เขาไปทางไหนกันเราก็ไปกับเขามั่ง ส่วนคนประเภทที่สองผมให้ชื่อว่าคนเหนือคน คือคนที่สามารถต้านกระแสลมไปได้ถึงลมจะพัดแรงแค่ไหนก็ไม่ปล่อยตัวให้ไปตามลม ถ้าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง ซึ่งผมเคยคิดว่าคนประเภทที่แหละยอดเยี่ยมที่สุด แต่ผมก็กลับค้นพบคนประเภทที่สามคือสุดยอดคน ไม่ใช่ถูกพัดโดยลมเรื่อยไป ไม่ต้องฟ่าสายลมได้เสมอ แต่กลมกลืนไปกับธรรมชาติ หากว่าลมพัดไปทางไหนก็ใช้ลมให้เป็นประโยชน์กับตนเอง ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุด เอ๊ะ! เอ็งจะเขียนโปรแกรมแล้วเกี่ยวอะไรกับประเภทคนเล่า? เปล่าครับผม เจตนาผมไม่ได้คิดที่จะสาธยายความให้มันคล้ายหนังจีน แต่ผมอยากจะเปรียบเทียบว่าในตอนนั้นผมคิดว่าโครงงานที่ตัวเองคิดนั้น เป็นโครงงานที่เหมือนกันคนประเภทที่สามนั่นเอง คือใช้กระแสให้เป็นประโยชน์ ซึ่งผมมั่นใจในไอเดียนี้ทีเดียว (แต่ไม่มั่นใจว่าเขียนออกมาเป็นยังไง – -)
 
 

     แน่นอนว่าหัวข้อโครงงานก็มีแล้ว งั้นก็เริ่มพิมพ์ข้อเสนอเบื้องตนเลยสิ แต่อะไรๆก็ไม่เป็นใจขนาดนั้น ข้อเสนอที่คิดว่าง่ายดาย ก็กลับยากขึ้นเมื่อเปิดผ่านหัวข้อที่ต้องเขียน เทคนิดหรือเทคโนโลยีที่ใช้! เครื่องมือที่ใช้พัฒนา! ขอบเขตการพัฒนา! บลาๆๆ จะเขียนอะไรเนี่ย ยังไม่มีในหัวซักอย่าง มีแต่ชื่อโครงการกับรายละเอียดข่าวๆเท่านั้นเอง  อ.ที่ปรึกษา!! จะหาจากไหนล่ะ ผมเลยตัดสินใจเขียนในหัวข้อที่เขียนได้ก่อน แล้วก็กะว่าจะหาอ.ที่ปรึกษาแล้วก็คงจะถามอ.น่ะแหละครับ ว่ารายละเอียดต่างๆจะเขียนแล้วก็จะทำไงดี

     ยังไม่จบครับแต่กลัวคนอ่านจะเบื่อกันซะก่อนเลยขอพักไว้แค่นี้ก่อนแล้วกัน ไว้ต่อตอนหน้าครับผม (หุหุ มีเรื่องอัพแล้ว)

 
 
  1. • B o w`z •
    April 29, 2008 at 21:40

     
    อยากได้ตังใช้มั่งจังเลย
     
    แต่ปัญญามีไม่พอ ขาดไปเยอะเลย T-T
     

  2. tintin
    April 30, 2008 at 02:09

    แอ๊บแบ๊ว = abnomal บ๊องแบ๊ว (ฮา)เงินรางวัลเยอะใช่เล่น มิน่าถึงอยากทำ หุหุ

  3. dora_nan
    April 30, 2008 at 15:46

    อัพยาวเหมือนกานนะเนี่ยยยย
     
    มันเปนนามสมมุติตงไหนหว่า ?
     
    อ่ออ เขียนไว้ในบล็อกนั่นเอง
     
    เด๋วจะแวะปายเยี่ยมงับ ^^
     
    ป.ล. เหนด้วยกะโบว์มากมายๆๆ

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: